แสงเทียนแห่งความฝัน

ป้ายโฆษณา
่อามิสทาน และ ธรรมทาน เป็นทานอันประเสริฐ
mod_vvisit_counterToday93
mod_vvisit_counterYesterday183
mod_vvisit_counterThis week786
mod_vvisit_counterThis month5483
mod_vvisit_counterAll37793

วัดเขาอ้อ สำนักตักศิลาแดนสยาม ไสยเวทย์ภาคใต้ คู่บ้านคู่เมือง

     
    
Home ตำนานวัดเขาอ้อ
ตำนานวัดเขาอ้อ
ตำนานวัดเขาอ้อ- KhaoAor Temple History พิมพ์ อีเมล

ตำนานวัดเขาอ้อ- KhaoAo Temple History

วัดเขาอ้อ ตั้งอยู่เลขที่๑ บ้านเขาอ้อ หมู่ที่๓ ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มี่ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑งาน ๖๗ ตารางวา น.. ๓ เลขที่ ๑๕๒๓ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๑๑๕ เมตร ติดต่อกับภูเขาอ้อ ทิศใต้ยาว ๒๗๕ เมตรติดต่อกับลำคลอง ทิศตะวันออกยาว ๒๕ เมตร ติดต่อกับถนนสาธารณะทิศตะวันตกยาว ๑๒๐ เมตร ติดต่อกับบ้านนายขำ มีที่ธรณีสงฆ์ ๔ แปลง เนื้อ ๖๗ ไร่ ๓ งาน ๖๐ตารางวา น.. ๓ เลขที่ ๑๕๑๘, ๑๘๑๓, ๑๘๑๑, ๑๘๑๒

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มและเนินเขา อาคารเสนาสนะต่างๆมี อุโปสถกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้าง พ.. ๒๕๑๗ ศาลาการเปรียญกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๕ เมตร สร้าง พ .. ๒๕๒๑ กุฏีสงฆ์ จำนวน ๖ หลัง โครงสร้างเป็นอาคารไม้ มีกุฎีสงฆ์ ๓ หลัง สร้างสมัยอาจารย์ทองเฒ่า มี ๒ องค์ และโบราณวัตถุที่เป็นเครื่องใช้ เช่น จานและถ้วยฮอลแลนด์ ชามอ่างจีนลายสาหร่าย ถ้วยเบญจรงณ์นรสิงห์ พานพระศรี พระธรรมโรง กาและขันน้ำทองเหลือง

วัดเขาอ้อ สร้างขึ้นเป็นวัดประมาณ พ.. ๑๖๕๑ เดิมเรียกว่า วัดประดู่หอม ได้เปลี่ยนนามวัดเป็น วัดเขาอ้อใน สมัยของพระครูสังฆวิจารณ์ฉัตรทันต์บรรพต เป็นเจ้าอาวาสได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่ พ.. ๑๖๖๑ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ มีโรงเรียนประถมศึกษาตั้งอยู่ด้วย โดยมีพระครูปาล ปาลธมฺโม ดำเนินการจัดสร้างขึ้น

รายชื่อเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อที่พอนับได้ มี๑๒ รูปคือรูปที่ ๑ อาจารย์ทอง รูปที่ ๒ สมเด็จเจ้าจอมทอง รูปที่ ๓ อาจารย์พรหมทองรูปที่ ๔ อาจารย์ลงไชยทอง รูปที่ ๕ สมภารทอง รูปที่ ๖ สมภารทองในถ้ำ รูปที่ ๗ สมภารทองหน้าถ้ำรูปที่ ๘ สมภารทองหูยานรูปที่ ๙ พระครูสังฆวิจาณ์ฉัททันต์บรรพต ถึง พ.ศ.๒๔๗๐ รูปที่ ๑๐ พระครูปาล ปาลธมฺโม ถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ รูปที่ ๑๑ พระใบฎีกากลั่น อคฺคธมฺโม ถึง พ.. ๒๕๔๙


ความเป็นมาของวัดจากพงศาวดารและจากบันทึกของพระอาจารย์เจ้าของตำราพระ อาจารย์ทุกองค์ในสำนักวัดเขาอ้อมีความรู้ความสามารถในทางไสยศาสตร์และเป็น สำนักที่สอนวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์ให้แก่ชนทุกชั้นตั้งแต่ชันเจ้าเมืองและ นักรบมาตั้งแต่ครั้งโบราณ เริ่มมาแต่สมัยศรีวิชัยตลอดมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พระอาจารย์ที่ปรากฏองค์แรก คือพระอาจารย์ทองในสมัยนั้นทางฟากตะวันออกของทะเลสาบ ตรงกับวัดพระเกิด ต. ฝาละมี อ.ปาก พะยูนในปัจจุบัน ตามพงศาวดารเมืองพัทลุงกล่าวว่า มีตายาย ๒คน ตาชื่อ ตาสามโม ยายชื่อยายเพชร ตายายมีบุตรและธิดาบุญธรรมอยู่สองคน ผู้ชายชื่อกุมาร ผู้หญิงชื่อเลือดขาว นางเลือดขาวเป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะพิเศษคือมีสีตัวเป็นสีขาวต่างบุคคลธรรมดา ตาสามโมเป็นนายกองช้างมีหน้าที่จับช้างเลี้ยงถวายพระยากรงทอง ปีละหนึ่งเชือก เมื่อบุตรธิดาทั้งสองเจริญวัย ตายายจึงนำไปฝากให้พระอาจารย์ทองวัดเขาอ้อสอนวิชาความรู้ พบบันทึกในตำราว่าเริ่มนำตัวไปถวายพระอาจารย์ทองเมื่อวันพฤหัสบดีปีกุน เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ จุลศักราช ๓๐๑ (พ.. ๑๔๘๒) จะศึกษาอยู่นานเท่าไรไม่ปรากฎ แต่ทราบว่าเป็นผู้มีวิชาความรู้ อยู่ยงคงกระพัน กำบังตัวหายตัวและวิชาอื่น ต่อมาตายายให้บุตรทั้งสองแต่งงานกัน พระยากรงทองโปรดให้เป็นเจ้าเมือง ชื่อพระกุมารและนางเลือดขาว ตั้งเมืองอยู่ที่บางแก้วฝั่งทะเลสาบตะวันตกชื่อเมืองลุง ได้สร้างวัดและเจดีย์ดีวัดตะเขียน(วัดบางแก้ว อ. เขาชัยสน จ. พัทลุง) การให้ชื่อว่าเมืองลุงอาจจะเป็นเพราะว่าเดิมเป็นที่หลักล่ามช้าง ต่อมาจึงกลายเป็นเมืองพัทลุง พระกุมารและนางเลือดขาวได้สร้างวัด พระพุทธรูป พระเจดีย์ในเขตเมืองพัทลุงเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองตรังหลายแห่ง เช่นวัดบางแก้ว วัดสทังใหญ่ เมื่อ พ..๑๔๙๓ สร้างวัดพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดตรัง ๑วัด(ในพงศาวดารฉบับหนึ่งกล่าวว่าสมัยเจ้าไสยณรงค์เป็นเจ้ากรุงสุโขทัยเมื่อปี พ.. ๑๕๐๐ สร้างพระพุทธรูปปางบรรทม ๑องค์ พอจับเค้าได้ว่าวัดเขาอ้อนี้มีมาก่อนเมืองพัทลุงเพราะกุมารศึกษาวิชาความรู้มาก่อนเป็นเจ้าเมือง

เมื่อจุลศักราช ๙๙๑ พ..๒๑๗๑) พระสามี ราม วัดพะโค้ะ (หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ในสมัยนั้นประชาชนยกยองถวายนามว่า สมเด็จเจ้าพะโค้ะ (เป็นพระญาติวงศ์กับสมเด็จพระนารายณ์) ท่าน ได้ไปเรียนพระปริยัติธรรม ณ กรุงศรีอยุธยาเป็นผู้แตกฉานในอรรถธรรม ครั้งนี้ยังมีพราหมณ์เป็นนักปราชญ์จากประเทศสิงหล มาตั้งปริศนาธรรมแสนยาก พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้พระสามรามเถระแก้ปัญหาธรรมนั้นๆ จนชนะพราหมณ์ชาวสิงหลจึงพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์เป็นพระราชมุนีในสมัยนั้น มีสมเด็จอยู่ด้วยกัน ๔ องค์ คือสมเด็จเจ้าพะโค๊ะ สมเด็จเจ้าจอมทอง สมเด็จเจ้าเกาะยอ สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่ เมื่อกลับมาเมืองพัทลุง ได้ก่อสร้างพระเจดีย์บรรจุพระรัตนมหาธาตุ ไว้บนเขาพะโค๊ะ สูง ๑ เส้น ๕ วา มีระเบียบล้อมรอบพระเจดีย์

ตามตำนานเล่าสืบต่อมาว่า ครั้งฉลองเจดีย์นั้น ท่านพระอาจารย์เฒ่าวัดเขาอ้อ พัทลุง องค์หนึ่งชื่อสมเด็จเจ้าจอมทอง ซึ่งคงจะเป็นเช่นเดียวกันกับสมเด็จเจ้าพะโค๊ะ นำพุทธบริษัทไปงานฉลองพระเจดีย์ทางเรือใบแสดงอภินิหารวิ่งเรือใบเลยขึ้นไป ถึงเขาพะโค๊ะซึ่งไกลจากทะเลมากทำให้ประชาชนเชื่อในอภินิหารเคารพนับถือ และปัจจุบันสถานที่ตรงนั้นเรียกกันว่าที่จอดเรือท่านอาจารย์วัดเขาอ้อ

ต่อมาท่านสมเด็จพะโค๊ะให้คนกวนเหนียวด้วยน้ำตาลโตนดภาษาภาคใต้เรียกว่า เหนียวกวน ทำเป็นก้อนยาวประมาณ ๒ ศอก โตเท่าขาให้นำไปถวายสมเด็จเจ้าจอมทองวัดเขาอ้อครั้นถึงเวลาฉัน ท่านสมเด็จเจ้าจอมทอง สั่งให้เด็กวัดผ่า แบ่งถวายพระ ตลอด ถึงพระก็ไม่มีใครที่จะแบ่งได้ เอามีดมาฟันเท่าใดก็ไม่เข้าทราบถึงสมเด็จเจ้าจอมทอง ท่านสั่งให้เอามาแล้วท่านเอามือลูบ แล้วสั่งให้ศิษย์แบ่งถวายพระองค์ย่างข้าวเหนียวธรรมดา

อยู่ มาวันหนึ่ง สมเด็จเจ้าจอมทองให้พระนำแต่งโมใบใหญ่ ๒ ลูกไปถวายสมเด็จพะโค๊ะ เด็กวัดนำมีดไปผ่า แต่ผ่าไม่ออก สมเด็จพะโค๊ะทราบเข้าหัวเราะชอบใจ พูดขึ้นว่า สหายเราคงแสดงฤทธิ์แก้มือเราท่านรับแตงโมแล้วลูบด้วยมือของท่านเองออกเป็น ชิ้นๆ ถวายพระแสดงอภินิหารของพระอาจารย์ครั้งโบราณฌานกีฬาประเภทหนึ่งซึ่งมีมาก อาจารย์ด้วยกัน ต่อมาจากนั้นพระอาจารย์วัดเขาอ้อทุกๆองค์ได้แสดงอิทธิฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ตลอด มา จึงเป็นที่เคราพนับถือของบุคคลทุกชนชั้นเจ้าเมืองหัวเมืองภาคใต้และเจ้า เมืองพัทลุงทุกคนต้องไปเรียนวิชาความรู้ที่วัดเขาอ้อปัจจุบันก็มีการศึกษา กันอยู่ถึงแม้พระอาจารย์สำคัญสิ้นบุญไปตามสังขารทิ้งไว้แต่บุญบารมีคุณงาม ความดีจนชั่วลูกหลาน

ความ รู้ทางเวทมนต์คาถาที่พระอาจารย์วัดเขาอ้อได้สืบต่อกันมา ตำราความรู้ที่เป็นหลักคือ พระอาจารย์สำนักเขาอ้อ เริ่มต้นตั้งแต่ธาตุหนึ่งถึงธาตุห้า แม่ธาตุใหม่ โดยมีปะขาวขุนแก้วเสนา ขุนศรีสมบัติ เป็นหัวหน้าฝ่ายคฤหัสถ์ ช่วยกันซ่อมแซมพระพุทธรูปในถ้ำหนึ่งองค์ซึ่งปรักหักพัง เสร็จแล้วก็ดำเนินการก่อสร้างเสนาสนะอื่นๆ จนเป็นที่สงฆ์อาศัยอยู่ได้ ต่อมาเมื่อได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พระมหาอินทราชกับคณะดังกล่าวได้จัดสร้างอุโบสถขึ้น ซึ่งสมัยนั้นเป็นยุคของกรุงศรีอยุธยา พ.. ๒๒๔๒ ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าเสือ โปรดเกล้าให้ ออกหลวงเพชรกำแพง(ตาขุนเพชร) ออกมาเป็นเจ้าเมืองพัทลุง พระครูอินทรเมาฬีศรีญาณสาครบวรนนทราชจุฬามุณีศรีอุประดิษเถระ(พระมหาอินทราช) คณะป่าแก้วเมืองพัทลุงได้เลิกพระศาสนา

ใน คราวสร้างพระอุโบสถนั้น ปะขาวขุนแก้วเสนาได้มีหนังสือขอพระราชทานคุมเลข(คุมบัญชีการเงิน) ยกเว้นการใช้งานหลวงต่างๆถวายให้แก่วัดเพื่อช่วยเหลือในการสร้างอุโบสถ ๕ คน คือ นายเพ็ง นายนัด นายคง และนายกุมาร ได้ช่วยกันสร้างอุโบสถจนเสร็จเรียบร้อย แล้วมีหนังสือบอกถวายพระราชกุศลให้ทรงทราบ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์องค์หนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า เจ้าฟ้าอิ่ม และหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปนเงินอีกองค์หนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่าเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ส่งไปประดิษฐานที่วัดเขาอ้อใน พ..๒๒๔๒ สมัยอยุธยา โดยพระยาราชบังสัน มหันสุริยา ได้รับการโปรดเกล้าให้ลงมารักษาการผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง ได้นำพระพุทธรูปจัดส่งมาจากกรุงศรีอยุธยาโดยมาทางเรือ ผ่านเข้ามาทางคลองปากประ เมื่อมาถึงท่าเรือบ้านปากคลอง ได้นำพระพุทธรูปขึ้นพักที่ศาลาท่าเรือจัดพิธีสมโภชน์เป็นการใหญ่ ศาลานี้เรียกชื่อว่าศาลาพักพระและส่งไป ประดิษฐานไว้วัดเขาอ้อ ต่อจากนั้นพระมหาอินทราช พร้อมด้วย สัตบุรุษ ทายกได้จ้างช่างเขียนลายลักษณ์พระพุทธบาททำมณฑปกว้าง ๕วา สูง๖วา ขึ้นบนไหล่เขาอ้อ เป็นที่ประดิษฐานลายลักษณ์พระพุทธบาท ต่อมาพระมหาอินทราชเห็นว่าลายลักษณ์ที่ช่างเขียนไม่ถาวรจึงพร้อมด้วยขุนศรี สมบัติ เรี่ยไรเงินจากผู้มีจิตศรัทธาได้เงิน ๑๐ตำลึง ตราสังข์(๔๐บาท)จัดซื้อดีบุกจ้างช่างเขียนแผ่นยาง ๓ ศอก กว้าง ๑ คืบ ให้ช่างสลักลายพระพุทธบาท ประดิษฐานไว้ในมณฑปแทนรูปลายลักษณ์พระพุทธบาทที่เขียนประดิษฐานไว้แต่คราว ก่อนนั้น แล้วจัดการสร้างพระพุทธไสยาสน์ด้วยอิฐถือปูนขึ้น ไว้ภายในพระมณฑปพระพุทธบาทองค์หนึ่งด้วย มีขนาด๕วาและสร้างพระเจดีย์ไว้บนไหล่เขาข้างมณฑรวม ๓องค์ เมื่อสร้างพระพุทธบาทสำเร็จแล้วนั้น พระมหาอินทราชได้บอกถวาย พระราชกุศลให้ทรงทราบ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานที่ดิน กัลปนา สำหรับวัดเขาอ้อ คือ ทิศบูรพา ๓๐เส้น ทิศอาคเณย์ ๓๐ เส้น และทิศหรดี ๓๐ เส้นเพื่อให้อากรค่านามาบำรุงวัด ส่วนพระมหาอินทราชเมื่อได้สร้างพระพุทธไสยาสน์และพระเจดีย์เสร็จแล้วก็ไป เสียจากวัด พระสงฆ์องค์อื่น ๆก็อพยพไปบ้างและคนวัดทั้ง ๕ คน ซึ่งปะขาวขุนแก้วเสนาได้เคยขอพระราชทานคุมเลขไว้ก็กลับถูกพนักงานกรมการ สัสดีเรียกตัวไปใช้งานหลวงเสียทุกคนไม่มีผู้จะช่วยเหลือบำรุงวัด วัดก็เสื่อมลงอีกคราวหนึ่ง ครั้นต่อมาปะขาวขุนแก้วเสนาและขุนศรีสมบัติพร้อมด้วยชาวบ้านแถมบริเวณวัด ได้ไปนิมนต์พระมหาคงแขวงเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นเจ้าอาวาสวัดต่อไป แล้วขอให้ราชการได้ช่วยอนุเคราะห์แก่วัดให้เป็นไปตามเดิม อย่าให้เจ้าเมืองกรมการผู้ใดไปเรียกเอาคนวัดมาใช้งานโยธาอีกต่อไปจากสารตรา ฉบับนี้พอทราบได้ว่าวัดเขาอ้อเป็นวัดที่เก่าแก่ มาตั้งแต่ครั้งโบราณวัดหนึ่ง หลังจากพระมหาอินทราชเป็นเจ้าอาวาสแล้ว วัดนี้ไม่เคยรกร้านอีกเลย

ต่อมาถึงสมัยของสมภารทองหูยาน มา ถึงสมัยของท่าน ปรากฎชื่อของวัดเปลี่ยนไป มาเรียกว่าวัดประดูหอม เมื่อท่านสมภารทองหูยานมรณภาพแล้ว ท่านทองเฒ่า(อาจารย์ทอง)ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อมาจนได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครู สังฆพิจารณ์ฉัททันต์บรรพต เพราะมีความรู้ทางไสยศาสตร์มาก เป็นเจ้าคณะตำบลและพระอุปัชฌาย์แล้วเปลี่ยนชื่อวัดประดูหอมมาเป็นวัดเขาอ้อ จนมาถึงปัจจุบันนี้ สมภารทองเฒ่าได้สร้างกุฎีขึ้น ๓หลัง ซึ่งจัดว่าเป็นโบราณวัตถุและศิลปะวัตถุซึ่งปัจจุบันนี้กำลังจะทรุดโทรม และได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้น๑หลัง โรงครัว๑หลัง ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว เมื่อท่านพระครูสังฆพิจารณ์ฉัททันต์บรรพตได้มรณภาพแล้ว ท่านพระครูปาน ปาลธมฺโม ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อมาได้บูรณะบ่อน้ำ จัดสร้างรางแช่ยาบนไหล่เขาอ้อ ในถ้ำและโรงเรียนประชาบาลขึ้นหนึ่งหลังซึ่งมีมาถึงยุคปัจจุบัน

วัดเขาอ้อนี้เจ้าอาวาสที่ได้กล่าวมาทุกองค์ล้วนเรืองอำนาจเป็นผู้ทรงอำนาจเป็นผู้ทรงวิทยาคุณ ขึ้น ชื่อลือชาทางไสยศาสตร์เป็นผู้มีอาคมขลัง เป็นคณาจารย์ใหญ่ทั่วอาณาจักรก็ว่าได้ จะพูดว่าเป็นต้นกำเนิดทางไสยศาสตร์ทางภาคใต้ก็ว่าได้และก็เจริญรุ่งเรือง ขึ้นตามการสมัยของเจ้าอาวาสดังกล่าวมาแล้วและวัดนี้เป็นที่รู้จักกันดีของ ชาวบ้านภาคใต้

นสมัยของเจ้าอาวาสหลวงพ่อกลั่น(พระครูอดุลธรรมกิตติ์)ในสมัยนี้วัดเขาอ้อวัตถุโบราณที่มีเหลืออยู่มีพระพุทธรูปยืน๒องค์ คือ เจ้าฟ้าอิ่ม และเจ้าฟ้าดอกเดื่อ ยัง มีสภาพที่สมบูรณ์ ส่วนพระพุทธรูปในถ้ำ พระพุทธไสยยาสน์ พระพุทธบาทพระเจดีย์และมณฑป ปัจจุบันได้ทรุดโทรมหมด ดั้งนั้นสมัยหลวงพ่อกลั่นได้เริ่มบูรณะตั้งแต่อุโบสถ มณฑปลายลักษณ์ พระพุทธบาทจำลอง เจดีย์ สถานที่บรรจุพระธาตุอรหันต์ที่ประดิษฐ์อยู่บนเขา กุฎีที่อาศัยต่างๆจนเรียบร้อยจากนั้นหลวงพ่อกลั่น(พระครูอดุลธรรมกิตติ์)ได้ มรณภาพในวันที่๑๓เมษายน๒๕๔๙หลังนั้นยังมีการบูรณะสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ที่ ท่านยังดำเนินการยังไม่เสร็จ คืองานบูรณะถ้ำฉัททันต์บรรพต ท่านได้มอบหมายไว้กับ พระอาจารย์ไพรัตน์ เป็นผู้สานเจตนารมณ์ต่อในการพัฒนาถ้ำฉัตรทันต์บรรพต

ความเป็นมาของถ้ำฉัตรทันต์บรรพต เป็นสถานที่ประกอบพีธีทางไสยศาสตร์มาแต่สมัยโบราณได้มีการบรูณะในสมัยพระมหาอินทราชเจ้าในปี พ.. ๒๒๔ ๒

ได้มีการสร้างพระประธานก่อด้วยปูน ตกแต่งถ้ำอย่างสวยงาม และสร้างพระพุทธรูปไว้อีก ๑o องค์คงแทนบารมี ๑o ทัศของ พระพุทธองค์เมื่อกาลเวลาผ่านมาเป็นเวลา ๓๐๗ ปี ได้มีการผุพังสลายไป ในการบูรณะซ่อมแซม และสร้างพระประธานประดิษฐาน เอาไว้ในถ้ำ โดยมีพระปิดตาหล่อโบราณ โดยนำแบบพะปิดตาของพระอาจารย์ทองเฒ่า อาจารย์เอียด และพระปิดตา ของพระอาจารย์ปาล มาเป็นแบบอย่างในการก่อสร้างพระ และมีพระเนื้อว่านสร้างเป็นรูปยอดขุนพล ถอดพิมพ์จากศิลปะแบบศรีวิชัยซึ่งขุดพบได้จากวัดคูหาสวรรค์ (วัดเจ้าคุณจังหวัดพัทลุง) และพระฤๅษีบรมครู

พระปิดตา หมายถึง การปิดหรือการป้องกันสิ่งที่ไม่ดี เป็นอัปมงคลตลอดอันตรายต่างๆไม่ไห้ข้ามากล้ำกลาย ดั่งคำกลอนที่ว่า ปิดตาทั้งคู่ปิดหูทั้งสอง ปิดปากเสียบ้างนั่งนอนสบาย ถ้าเปิดตาทั้งคู่เปิดหูสองข้าง เปิดปากเสียแล้วนั่งนอนเป็นทุกข์

พระยอดขุนพล หมายถึง สิ่งที่สูงสุดหรือสัญลักษณ์อันสูงสุดที่พระองค์ทรง แสดงปฎิหาริยเหล่าหมู่มารทั้งปวงย่อมมิกล้ำกลายและบ่งบอกถึงความเป็นเจ้า สฤทธ์เดชทั้งปวงซึ่งผู้ที่เป็นผู้นำของคนทั้งปวง

พระฤาษีบรมครู หมายถึง ตัวแทนที่นำสิ่งที่ดีความเจริญความรู้มายังสถานที่ในสำนักเขาอ้อแห่งนี้ ผู้นำไปไว้ติดตัวก็จะมีความเจริญและรุ่งเรือง

เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ พระอาจารย์ไพรัตน์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อนำมา ประดิษฐาน ณ วัดเขาอ้อเพื่อจะได้เป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

ดังนั้นทางเทศบาลเมืองพัทลุงนำโดยท่านโกสินทร์ ไพศาลศิลป์นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุงพร้อมด้วยคณะและสมาชิกร่วมกันจัดงานพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ณ ศาลาจตุรมุข เพื่อให้พุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญทั้งหลายได้มาสักการะบูชาเพื่อเกิดสิริมงคลในชีวิตของพวกเราท่านทั้งหลาย

 

อ้างอิงค์ข้อมูลจาก หนังสือเก่าใน วัดเขาอ้อ และเพิ่มเติมข้อมูลส่วนปัจจุบัน โดคณะศิษย์เขาอ้อ ในโครงการแสงเทียนแห่งความฝัน


 
    
     
บริจาค รูป ข้อมูล ธรรมะ ต่างๆ เสียงสวดมนต์ บริจาคเพื่อเป็นธรรมทาน สร้างอนิสงฆ์ ให้ตนเอง